กาลครั้งหนึ่ง...เคยเป็นนักเขียน
posted on 14 Dec 2009 18:44 by pbstudio in ideaStudio
ประมาณช่วงกลางปี 2552
ผมได้รับชักชวนจากน้องรหัสให้เขียนคอลัมน์เพื่อส่งไปลงใน e-magazine ที่กลุ่มน้องๆคิดทำกันเองแม้สุดท้าย เมกะโปรเจคต์นี้จะต้องล้มเลิกไปก็ตามแต่ผมก็ได้เขียนงานเตรียมไว้ 2 ตอนด้วยกัน(ที่จริงร่างตอนที่ 3-4-5 ไว้แล้วนะ หึหึ :P)
ณ ปัจจุบัน
วันที่ 14 ธันวาคม 2552 เวลา 19.55 น.
อยู่ๆผมก็คิดถึงงานเขียนที่ไม่มีวันได้ตีพิมพ์ขึ้นมา
จึงขอยัดเยียดให้ทุกท่านติดตามตอนที่หนึ่ง ณ บัด NOW...!!
Think more คิด ...ได้อีก
Start ความคิด
สวัสดีครับ
ห๊ะ เป็นคำทักทายที่ง่ายไปงั้นเหรอ นั่นสินะ ขนาดเด็กออทิสติก คุณยายอัลไซเมอร์ข้างบ้าน หรือคนป่วยก้านสมองอักเสบยังคิดได้เลยนี่หว่า!!
งั้นเดี๋ยวขอเวลาคิดนิดนึง
กราบสวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ
สวีดัด สวัสดี
หวาดเด ร้ากน้าตะเอง จุ๊บุ จุ๊บุ
เฮ้ โย่ว!! วอทซัป แม้น
ฯลฯ
โดยส่วนตัวแล้วผมว่า มนุษย์เรานี่โชคดีนะครับ ที่เกิดมามี “ความคิด” ต่างจากสิ่งมีชีวิตร่วมโลกกลมๆใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืช แมลง ไปจนกระทั่งโปรโตซัวร์ในกระเพาะอุจจาระ (มันไม่มีเว้ย!! เอ่อ... ลำไส้ใหญ่ก็ได้อ่ะ) ที่ดำเนิน+ดำรงชีวิตด้วยสัญชาตญาณตามครรลองของธรรมชาติ
ลองคิดดูครับว่า ถ้ามนุษย์ไม่มี “ความคิด”นี่มันจะแย่ขนาดไหน
เราต่างก็รู้ดีว่ามนุษย์เนี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสภาวะทางกายภาพอ่อนแอมากๆ สู้เสือ สู้หมี หรือแม้กระทั่งลิงอุรังอุตังยังไม่ได้เลย!! (ดีไม่ดีโดนพิษของพืช หรือสัตว์เซลล์เดียวเล่นงานอีก เห้อออ...)
แต่ช้าก่อน หากคุณโทรเข้ามาหาเราใน ๑๐ วินาทีนี้... ไม่ใช่!! แต่มนุษย์ก็มีอาวุธที่ทำให้ต่อสู้กับภยันตรายรอบๆตัวได้ แต่นแตนแต๊น!! นั่นก็คือ “ความคิด” นั่นเองครับ
นอกจากมนุษย์จะใช้ความคิดสร้างอาวุธมาต่อกรกับสรรพสัตว์ได้สำเร็จแล้ว เราก็ยังมีความคิดด้านดีในการสร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างมีความสุขด้วยอีกนะเออ ^^
อีกกรณีที่คงจะแย่มากก็คือ สัญชาตญาณการสืบพันธ์เพื่อขยายเผ่าพันธ์สปีชี่ส์ของตัวเอง ถ้ามนุษย์ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึกนึกคิด หรือศีลธรรม แล้วทำทุกวิถีทาง ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อสืบพันธ์แบบสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โอยย... ซี้แหงแก๋ (แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆนะ มนุษย์ที่ทำตัวเหมือนสัตว์แบบนี้ จริงมั๊ย?)
แค่ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็พอจะทำให้เราได้เห็นความสำคัญของ “ความคิด” ของมนุษย์แล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นต้องคิดเยอะๆ นะจะบอกให้
สำหรับ Hey!! Dek-More ฉบับปฐมฤกษ์ ผมเลือกใช้ชื่อบทความตอนนี้ว่า “start ความคิด” เพื่อให้เข้ากับ theme ของกองบรรณาธิการในหัวข้อ “เฟรชชี่ หรือน้องใหม่” (เข้ากับช่วงเวลานี้พอดีเนอะ)
freshman [N] ; น้องใหม่, สมาชิกใหม่
Syn. fresher; frosh
Relate. น.ศ. ปีหนึ่งในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย
การเป็น “เฟรชชี่ หรือน้องใหม่” ก็เปรียบเหมือนการเริ่มต้น (start) ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา อาจรวมไปถึงในที่ทำงานด้วย ซึ่งผมที่ได้มีโอกาสเขียนในคอลัมน์นี้ ก็จะขอร่วมนำทุกท่านมาช่วยกัน start ความคิดตามไปด้วย (แอบเนียนนั่นเอง 55+)
นอกจากการ start ความคิดตามที่ผมเขียนเรื่อยเปื่อยไปซะยาวข้างต้นนั้น ผมยังอยากถือโอกาสฝากข้อคิดส่วนตัวให้กับเหล่าเฟรชชี่ที่กำลังจะเข้ามาลิ้มรสชาติชีวิตอันแสนจะอิสระเสรีในรั้วมหาวิทยาลัย (ใครจะคิดหรือไม่คิดตาม ก็ไม่ผิดนะครับ เพราะทุกคนมี “ความคิด” ของตัวเองเหมือนกัน ) ด้วยว่า...
ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้มีโอกาสเหมือนคุณ จงใช้โอกาสที่คุณมีให้คุ้มค่า สี่ปี (หรือมากกว่า) ช่างเป็นเวลาแสนสั้น เผลอแป๊บเดียวคุณอาจจะกำลังนั่งทำงานงกๆ แล้วรำพึงรำพันว่า ทำไมเราไม่ทำอย่างโน้นอย่างนี้ มาถึงตอนนั้นก็หมดโอกาสแล้วเด้อ ขอบอกๆ
โอกาสที่คุณได้รับ ล้วนมีผู้มอบให้ ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติโก โหติกา หลวงตา คนทั้งหมู่บ้าน เพื่อนพ่อ ชู้แม่ (ชักจะลามปาม) หรือใครก็ตามแต่ จงสำนึกในบุญคุณเหล่านั้น แล้วตั้งใจศึกษา เพื่อทำให้ชีวิตของตัวเราเองมีความสุข และมั่นคง เป็นคนดีของสังคม เท่านั้นเขาทั้งหลายก็ปลื้มใจแล้วครับ
สุดท้าย อย่าเรียนอย่างเดียว ให้ทำกิจกรรมด้วยครับ เพราะสมัยนี้เวลาไปสมัครงาน ที่ทำงานเขาดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง มากกว่าดูกระดาษแผ่นเดียวที่ได้มาตอนจบการศึกษานะ มัวแต่ชะล่าใจระวังจะแข่งกับน้องๆอาชีวะ หรือเทคนิคทั้งหลายไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะเขาเรียนปฏิบัติมามากกว่าเรา คนเก่งๆก็เยอะด้วย (นอกจากน้ำตาจะตกในแล้ว ควรระวังน้ำใต้ศอกของคุณพ่อคุณแม่ด้วย เอิ้กกก...)
สรุปแล้ว สิ่งที่คุณผู้อ่านจะได้รับจากคอลัมน์ “think more คิดได้อีก” นั้น ...ไม่มีเลย ผ่างงง!! ผมจะพยายามหาเรื่องมาช่วยกันคิดกับคุณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ทุกเรื่องทุกอย่างในโลกที่น่าขบคิด เพื่อจะชักชวนให้มา “คิดมาก แต่ไม่เครียด” กันนะ (โลกปัจจุบันก็วุ่นวายมากอยู่แล้ว จะเครียดไปทำด๋อยอะไรใช่มั๊ยล่ะครับ ^^)
อะไรนะ?
มาถึงตรงนี้แล้วยังไม่รู้ว่าผมเป็นใคร?
มันก็แน่นอนสิครับ ก็ผมยังไม่ได้บอก!! (แต่ก็ยอมสารภาพว่าลืมแนะนำตัวเอง แหะๆ) ธรรมดาแล้วคอลัมนิสต์นี่เค้าต้องมีนามแฝงสินะ อืมมม... ผมก็ไม่ได้เตรียมมาซะด้วย
เอางี้ละกัน
ผมขอเวลาไป “คิด” เดือนนึง แล้วจะกลับมาบอกคุณผู้อ่าน ใครไม่ติดตาม Hey!! Dek-More ฉบับหน้า ก็จะไม่ได้รู้นามแฝงของผมนะเออ (ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!)
แหม คิดได้อีก ...เนอะ
:D
........
จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับตอนที่หนึ่ง
ที่ผมคิดว่าจะได้หยอกล้อกับผู้อ่านประดุจคนในครอบครัวเดียวกัน
แต่มันก็คงกลายเป็นเพียงฝันสลายไป โอ้วว... เศร้า 55+
ยังไงก็ตาม ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ
จงสู้ต่อไป โนบิตะ...!!เซมาดือออ ชอคก้า... ผ่าง..!!
(โปรดติดตามตอนที่ 2 ด้วยนะครับ :D)