“ไกด์บุ๊คท่องเที่ยวที่เน้นการเล่าประสบการณ์และความคิด มากกว่าข้อมูล”

ข้อความดังกล่าวคงจะเป็นนิยามที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานเขียนของนิ้วกลมชิ้นล่าสุดนี้

ผมติดตามบันทึกการเดินทางของนิ้วกลมมาตั้งแต่ โตเกียวไม่มีขา, กัมพูชาพริบตาเดียว และเนปาลประมาณสะดือ สามารถบอกได้เต็มปากเลยว่าไม่มีเล่มไหนที่ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับการได้เสพงานของนักคิด+เขียนคนนี้

เขายังคงรักษาคุณภาพของงานได้อย่างเหนียวแน่นประหนึ่งเกลือรักษาความเค็ม และดูยิ่งจะพัฒนาท่วงทำนองลีลาในการเขียนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ!!

มาครั้งนี้นิ้วกลมชวนเพื่อนหมวยช่างคุย “ซูซี่” สวมเสื้อผ้าสุดหนาปานเสื้อเกราะ ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ดินแดนเหนือสุดของจีน ซึ่งแม้แต่เจ้าของประเทศเองยังขยาดในความหนาวเหน็บที่อุณหภูมิติดลบยี่สิบองศาเซลเซียส จนต้องเปรียบเปรยให้เป็นตู้เย็นกันเลยทีเดียว

การมองต่างมุมอย่างสร้างสรรค์ของนิ้วกลมยังคงสร้างความประทับใจให้ผมเสมอ (แม้ว่าผมจะมองต่างมุมกับเขาบ้างก็เถอะ!!) ไม่ว่าจะเป็นมุมมองที่มีต่อค่านิยมการท่องเที่ยวใน เดือนที่ดีที่สุด, การยอมรับฟังความคิดเห็นอย่างเข้าใจใน แน่นิ่งกับเคลื่อนไหว สิ่งใดถูกต้อง, จนกระทั่งการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสใน เสียอะไรไป เหลืออะไรอยู่ และอีกมากมายที่คุณต้องติดตาม

เรายังจะได้สัมผัสกับความคิดอันแสนแยบยลคมคายของเขาเช่นเคยใน เพื่อนร่วมทาง, เดินทางไกลอาศัยสุขหรือทุกข์, พลุ, แม่น้ำแข็ง, ละครคน ฯลฯ ต้องขอคารวะและขอบคุณเพื่อนหมวยผู้มีส่วนร่วมในบทสนทนาของเขาอย่างไหลลื่น และน่าอ่าน+ฟัง

นอกจากจะมีปรัชญาและเรื่องเล่าของจีนแทรกเป็นระยะแล้ว งานเขียนชิ้นนี้ยังมี “ความเหงา” กระจายตลบอบอวลอยู่ทั่วไปหมด แม้กระทั่งนิ้วกลมยังเขียนบอกเองว่า “เมื่อเราเหงา เราจะมองเห็นความเหงาในทุกที่” แต่ผมชอบความเหงาของเขานะ ช่างเป็นความเหงาที่สนุกดี

ยังคงใช้เวลาไม่นานนักเช่นเดียวกับหนังสือเล่มอื่นๆของเขา ผมอ่านมาจนถึงบทสุดท้ายของหนังสือจนได้ “ความน่าติดตาม” คงจะเป็นส่วนหนึ่งใน “งานเขียนคุณภาพ” ของเขาจริงๆ

ได้เวลาต่ออินเทอร์เนตแล้วซี  เพื่อที่ผมจะได้เข้าบล๊อกแล้วโพสต์บอกเขาว่า...

“พี่จะไปที่ไหนต่อ ช่วยเที่ยวเผื่อผมด้วยนะครับพี่”

:D